5-Ways-For-Women-Sell-Car

เคล็ดลับขายรถง่าย ขายรถไว สำหรับคุณผู้หญิง

ช่วงนี้ก็เรียกได้ว่าเข้าใกล้สู่เทศกาลของงาน Motor Show 2019 กันแล้ว คุณผู้หญิงหลายคนอาจจะถือโอกาสอันดีนี้ ได้ปล่อยรถคันเดิมออกไป แล้วเป็นหนี้ก้อนใหม่ ด้วยการซื้อรถใหม่ป้ายแดงซะที

แต่การที่จะขายรถคันเดิมออกไปนั้น ก็อาจจะต้องแลกมาด้วยเวลาที่มากหน่อย หรือการต่อรองราคาที่ในเศรษฐกิจแบบนี้ ขายเทิร์นไปในราคาถูกๆ เพราะตอนนี้คนซื้อย่อมได้เปรียบมากกว่าคนขายเสมอ รวมไปถึงสภาพรถ ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน

Carro ขอแนะนำ 5 วิธีขายรถง่ายๆ สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ครับ

1. เวลาลงขาย ไม่ต้องบอกก็ได้ว่า “รถผู้หญิงใช้”

5-Ways-For-Women-Sell-Car

เคยสังเกตตามโฆษณาขายรถในเว็บไซต์ หรือตามกลุ่มใน Facebook ไหมครับว่า? ผู้ขายหลายคนมักจะมีคำว่า “รถผู้หญิงใช้” ประกอบอยู่ ซึ่งผู้หญิงใช้ ซึ่งเป็นวิธีของผู้ขายรถ อยากให้คนเข้าใจว่า รถใช้น้อย เพียงแค่เอาไว้ใช้รับส่งลูกที่โรงเรียน เอาไว้จ่ายตลาด ซื้อกับข้าว เข้าศูนย์บริการตลอด ประมาณนั้น

แต่ผู้ซื้อส่วนใหญ่ไม่สนใจในจุดนี้ ร้อยทั้งร้อย สนใจสภาพรถมากกว่า เพราะรถผู้หญิงใช้ (หรือรถผู้ชายใช้ก็ตาม) หลายคันใช้รถแบบ ขับ กับเติมน้ำมันแค่นั้น สภาพโทรมทั้งตัวรถทั้งเครื่องยนต์ หรือภายในเบาะขาดเละเทะก็มี ขับเบียดขับชน เห็นหลุมอะไรก็วิ่งลงไป จนช่วงล่างเยิน น้ำมันเครื่องแห้งก็มี … ถ้าเป็นไปได้ ดูแลรถให้ดีก่อนขายดีกว่าครับ

2. ราคาขายอย่าเว่อร์

5-Ways-For-Women-Sell-Car

ราคารถที่คุณจะขาย คุณควรลองศึกษาดูก่อนว่า รถที่คุณใช้ ในตลาดตอนนี้ขายกันอยู่เท่าไหร่? หลักการตั้งราคารถ มันก็ขึ้นอยู่กับ ยี่ห้อ รุ่น ปี ของรถ ถ้าหากเป็นรถยี่ห้อ-รุ่นยอดนิยมหน่อย ราคามือสองก็จะสูงหน่อย ก็ตั้งราคาขายเผื่อคนต่อไว้ได้ กรณีที่ไม่ได้รีบร้อนอะไร …

แต่ถ้าเป็นรถรักเจ้าของ ยี่ห้อ-รุ่นแบรนด์ที่คนไม่เล่นกัน เครื่องชอบพัง เกียร์ชอบเสีย อะไรเนี่ย ก็ลองตั้งราคาขายถูกกว่าในท้องตลาดหน่อยละกัน เผื่อจะมีเนื้อคู่มาสนใจ เพราะเก็บไว้นาน ก็เป็นภาระเปล่าๆ ในกรณีที่ “ใจ” คุณอยากจะออกรถใหม่ไวๆ แล้ว

3. ขายรถผ่านเพื่อนหรือคนรู้จัก

5-Ways-For-Women-Sell-Car

คนซื้อรถมือสองทั้งหมดนั่นล่ะ เขาก็อยากได้ประวัติการดูแลรักษารถยนต์ที่ดี (เช่น มี Book Service เช็คประวัติรายละเอียดต่างๆ ของรถคันนั้น ว่าทำอะไรบ้างจากศูนย์บริการ) ซึ่งการซื้อรถผ่านเพื่อนหรือคนรู้จักนี่ล่ะ อย่างน้อยก็ทำให้มั่นใจได้ว่า เรารู้จักเจ้าของรถคนเดิมอยู่ รู้ว่าเขาใช้รถมานานเท่าไหร่ เวลามีปัญหาอะไรก็พอสอบถามได้

ดังนั้น ถ้าคุณมีเพื่อนหรือคนรู้จัก สนใจรถคุณอยู่ ก็ลองเสนอเขาดูนะ …

4. เอกสารต้องครบ

5-Ways-For-Women-Sell-Car

ก่อนที่คุณจะขายรถ ควรจะเตรียมเอกสารไว้ให้ครบๆ ไม่ให้มีปัญหาในภายหลัง พวกสัญญาซื้อ-ขาย สำเนาบัตรประชาชน ต้องขีดคร่อม ระบุวันที่ พร้อมเขียนกำกับไว้ว่าทำอะไร และชุดโอนรถ เป็นต้น

เวลาขายรถไปแล้ว จะได้ไม่มีปัญหาตามมาในภายหลัง

5. เอาง่ายๆ ก็มาขายรถที่ Carro สิ

5-Ways-For-Women-Sell-Car

ถ้าคุณผู้หญิงไม่อยากรอคอย หรือใจอยากจะไปออกรถใหม่ไวๆ ในงาน Motor Show 2019 แล้ว ก็มาลงขายรถที่ Carro ดูสิ ซึ่ง Carro เป็นบริษัท Startup ซื้อ-ขาย รถยนต์มือสองจากสิงคโปร์ และได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้สนใจรถยนต์มือสองในวงกว้าง มีสาขาอยู่ทั้งในประเทศไทย และในอินโดนีเซีย

ถ้าคุณมั่นใจว่ารถคุณมีสภาพที่ดี เป็นยี่ห้อรถตลาดที่คนใช้กันเยอะ อีกทั้งราคาที่ตั้งขายไม่แพงอย่างที่คนทั่วไปเห็น โอกาสที่คุณจะขายรถได้ง่ายๆ เร็วไว ก็มีแค่นี้ล่ะครับ

พอคุณกรอกข้อมูลอยากขายรถไปแล้ว แป๊ปเดียว เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ที่ดูแลลูกค้าก็โทรมาหาคุณภายในไม่กี่ชั่วโมง หากปิดการขายได้สำเร็จ ก็รับเงินสดหลังจบการขายทันที แนะนำลงขายที่ Carro เลย —> https://th.carro.co/sell-car/express

frankxcarro

ก่อนตัดสินใจซื้อประกันรถออนไลน์ ต้องเช็กสิ่งเหล่านี้ก่อน!

กับการใช้ชีวิตยุคนี้สมัยนี้สมาร์ทโฟนและสื่อดิจิทัลเป็นสิ่งที่สำคัญกับชีวิตเลยล่ะ ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เช่น การซื้อของออนไลน์ส่งถึงบ้าน และการซื้อประกันออนไลน์ที่อ่านกรมธรรม์ธรรม์ผ่านหน้าจอ และซื้อทันทีผ่านปลายนิ้วสัมผัส

โดยเฉพาะวันนี้ที่มีโบรกเกอร์ประกันภัยมากมายหลายแบรนด์ผุดเป็นดอกเห็ด การเลือกซื้อประกันดี ๆ สักกรมธรรม์ในยุค InsurTech ป็อปปูล่าเช่นนี้ เราควรพิจารณาเลือกซื้อประกันออนไลน์จากอะไรกันนะ ?

1. ดูจากความน่าเชื่อถือเป็นหลัก

เมื่อการซื้อประกันออนไลน์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ด้วยข้อดีเพราะไม่ยุ่งยากสะดวกสบาย ช่วยประหยัดเวลา สามารถซื้อได้ทันทีไม่ต้องออกจากบ้าน  หากคุณกำลังมองหาประกันรถยนต์ ประกันรถมอเตอร์ไซค์ ประกันการเดินทาง ประกันอุบัติเหตุ หรือการซื้อประกันชีวิต คุณควรมองหาประกันออนไลน์ที่มีความน่าเชื่อถือเป็นหลักครับ

แล้วจะรู้ได้ไงว่าเว็บไซต์นั้นน่าเชื่อถือ ?

สังเกตง่าย ๆ เลยบนเว็บไซต์ประกันออนไลน์นั้น ๆ จะแสดงเลขที่ใบอนุญาตตัวแทนนายหน้าประกันวินาศภัยจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (ค.ป.ภ.) ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ให้ชัดเจน (OIC license for non-life insurance registration number) เพราะเป็นเครื่องหมายการันตีให้ชัดเจนว่าน่าเชื่อถือ มีการการันตีจากหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก  ยกตัวอย่างเว็บไซต์ Frank.co.th ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนบนหน้าเว็บไซต์

“OIC license for non-life insurance registration number : 00017/2559” ดังเช่นในภาพ

สิ่งที่ต้องมองหาก่อนซื้อประกันออนไลน์ผ่านโบรกเกอร์02

2. เว็บไซต์ต้องมีรายละเอียดครบครัน ไม่มีประวัติเสีย

ความครบเครื่อง ครบครัน !! เว็บไซต์ประกันออนไลน์นั้น ๆ จะต้องบอกเล่ารายละเอียด เงื่อนไขให้ครบถ้วน เข้าใจง่ายไม่มีหมกเม็ดและต้องเคลมง่ายด้วยครับ เช่น ประกันรถยนต์ Frank.co.th ที่บอกเล่าความคุ้มครองประกันชั้น 1 ประกันชั้น 2+ ประกันชั้น 2 และประกันชั้น 3 อย่างละเอียดถี่ถ้วน และอย่าลืมเช็กประวัติของเว็บไซต์บริการประกันออนไลน์นั้น ๆ ด้วยนะ สามารถเสิร์ซหาง่าย ๆ จาก Google เพื่อดูว่า บริษัทฯ นั้น ๆ ให้บริการเป็นอย่างไร ดูแลลูกค้าดีแค่ไหน มีประวัติเสียมาก่อนหน้านี้หรือไม่ การเช็กรีวิวจากลูกค้าด้วยกันจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้เป็นอย่างดีครับ

3. ใส่ใจบริการหลังการขาย

ซื้อประกันออนไลน์จะให้ดีจะต้องมีบริการหลังการขายที่ครบครัน จริง ๆ แล้วการซื้อประกันคือการซื้อความคุ้มครองในการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้น ควรมีช่องทางการโทร หรือติดต่อง่ายดาย รวมทั้งบริการในช่องทางอื่น ๆ ที่ดูแลด้วยใจจริง เช่น เมื่อเราต้องการคำตอบ แชทเข้าไลน์แอด (Line@) ทางบริษัทฯ ประกันนั้น ๆ ก็ตอบได้อย่างรวดเร็วทันที ช่วยเหลือทันการตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา

4. ต้องมีสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า

ความดีงามของการซื้อประกันออนไลน์ คุณจะได้รับราคาที่คุ้มค่า การคุ้มครองที่มาพร้อมกับสิทธิพิเศษที่ได้รับมาด้วย เป็นสิ่งที่คุณต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน เช่น ส่วนลด ของแถม หรือบริการอื่น ๆ เพิ่มเติม ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ จากบริการ Frank.co.th ที่มีสิทธิพิเศษ Penguin Privileges มอบดีลพิเศษให้เสมอ และทั้งหมดนี้ก็เป็นทริคการเลือกประกันออนไลน์แบบคร่าว ๆ ที่นำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อประกันให้ง่ายขึ้นนั้นเองล่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก frank.co.th

 

Car-Breakdown-On-Expressway

รถเสียบนทางด่วน ไม่ต้องตกใจ! โทรแจ้ง 1543 แล้วรอให้เจ้าหน้าที่มาช่วย

บริการพิเศษ เพื่อคุณคนพิเศษ

บริการพิเศษ เพื่อคุณคนพิเศษ

Posted by การทางพิเศษแห่งประเทศไทย on Wednesday, October 2, 2013

เรื่องราวบนท้องถนนนั้น เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะรถเก่า (หรือรถใหม่บางรุ่นก็ตาม) ซึ่งบางทีขับไปอยู่ๆ ก็เกิดเสีย ขัดข้องขึ้นมาได้ หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุ น้ำมันหมด ยางแตก ก็ตาม …

Car-Breakdown-On-Expressway

ภาพจาก Twitter pritcha

แต่ถ้าเกิดบนถนนธรรมดา ก็ไม่เท่าไหร่ แต่ดันไปเสีย ยางแตก หรือน้ำมันหมด บนทางด่วนนี่สิ! โชคร้ายเหมือนถูกหวย 90 ล้าน (แต่เป็นหวยปลอม) เลย เพราะจะต้องระวังกับเหตุที่จะเกิดขึ้นมาเพิ่มด้วย!

แต่ทุกปัญหาย่อมมีทางออก Carro ขอแนะนำหากรถเสียบนทางด่วน ต้องทำอย่างไร? เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ครับ.

Car-Breakdown-On-Expressway

  • เมื่อรู้ว่ารถเกิดปัญหาบนทางด่วน ไม่ว่าจะเหตุใดก็ตาม ตั้งสติให้ดี เเล้วนำรถเข้าชิดไหล่ทางด้านซ้ายของถนน เปิดไฟฉุกเฉินให้เรียบร้อย
  • โทรเเจ้ง 1543 EXAT Call Center สายด่วนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย แจ้งเรื่อง เเจ้งพิกัดรถของคุณ สาเหตุอาการของรถ มีคนป่วยหรือบาดเจ็บในรถหรือไม่ หากต้องการรถลาก ควรเเจ้งเจ้าหน้าที่ให้พร้อม
  • หากโทรศัพท์มือถือแบตเตอรี่ดันหมด ให้เดินชิดไหล่ทางที่สุด หาโทรศัพท์ฉุกเฉินบนทางด่วน ที่ถูกติดตั้งไว้ทุกๆ 500 – 1,000 เมตร วิธีใช้ เพียงแค่กดปุ่ม ก็จะมีเจ้าหน้าที่รับสายที่ปลายทาง ให้แจ้งพิกัดหลัก กม. ของรถที่จอดเสียอยู่ โดยดูตัวเลขได้จากขอบทางฝั่งซ้ายเเละขวา แจ้งสาเหตุอาการของรถ และกลับไปนั่งรอในรถของท่าน เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ส่งทีมมาช่วยเหลือ
  • เปิดไฟสัญญาณฉุกเฉินไว้ตลอดเวลา

ขอบคุณข้อมูลจาก : การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม
– Pantip เมื่อผมยางแตกบนทางด่วน

Cover-Do-Not-Use-Left-Foot-In-Brake-Pedal

ขับรถเกียร์ออโต้ ใช้แค่เท้าขวาเท่านั้น เพื่อความปลอดภัย

Do-Not-Use-Left-Foot-In-Brake-Pedal

ห้ามเหยียบเบรกด้วยเท้าซ้ายเด็ดขาด! เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว รถยนต์เกียร์อัตโนมัติทุกคัน จะมีเฉพาะแป้นเบรกและแป้นคันเร่งเท่านั้น ไม่มีแป้นคลัทช์อยู่ด้านซ้ายสุดแบบรถเกียร์ธรรมดา แล้วทำไม เวลาขับ ถึงให้ใช้แค่เท้าขวาเท้าเดียว?

การเหยียบเบรกด้วยเท้าซ้ายนั้น หรือการวางเท้าไว้ทั้งแป้นเบรค และคันเร่ง ถือว่าเป็นอันตราย และฝืนธรรมชาติ เพราะชุดแป้นเบรคและคันเร่งของรถยนต์ที่ใช้เกียร์อัตโนมัติทุกคันในโลกนี้ ล้วนออกแบบมาสำหรับใช้งานด้วยเท้าขวาเท่านั้น

Do-Not-Use-Left-Foot-In-Brake-Pedal

หากเกิดกรณีฉุกเฉินตอนขับรถ เกิดพลาดไปเหยียบทั้งเบรค และคันเร่ง พร้อมกัน อาจเกิดอุบัติเหตุได้ และอาจทำให้เกิดความสับสนได้ แยกประสาทยาก

Do-Not-Use-Left-Foot-In-Brake-Pedal

และยังเป็นการทำให้ผ้าเบรกแตะกับจานเบรก เสียดสีกันจนเกิดความร้อนสูง ผ้าเบรกหมดไวกว่าปกติ อีกทั้งการวางเท้าไว้ที่แป้นเบรก แม้จะแค่เบาๆ ยังทำให้รถคันที่ตามหลังมา เกิดการเข้าใจผิดได้ เนื่องจากไฟเบรกจะติดค้างไว้บ่อยๆ

Do-Not-Use-Left-Foot-In-Brake-Pedal

เท้าซัาย ไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉยๆ เท่านั้น (หากเป็นรถเกียร์ธรรมดา เท้าซ้ายใช้เหยียบคลัทช์อย่างเดียว เท่านั้น!)

รวมทั้งเวลาไปขับเกียร์ธรรมดา จะได้ไม่ฝืนธรรมชาติด้วยครับ เนื่องจากเท้าซ้าย มีไว้สำหรับเหยียบคลัทช์เท่านั้น (หากเป็นรถเกียร์อัตโนมัติ ทุกคันจะมีแป้นพักเท้าเล็กๆ อยู่บริเวณด้านหน้า นั่นหมายความว่า เท้าซ้าย มีไว้ใช้ยันกับพื้นรถอย่างเดียวครับ)

Do-Not-Use-Left-Foot-In-Brake-Pedal

การวางเท้าที่ถูกต้อง สำหรับการขับขี่รถเกียร์อัตโนมัติ

อย่าลืมนะครับ ว่า จุดประสงค์ของเกียร์อัตโนมัติ คือ เพื่อความสะดวกสบาย ไม่ต้องใช้มือซ้าย เปลี่ยนเกียร์บ่อยๆ ไม่ต้องใช้เท้าซ้าย เหยียบคลัทช์ … แล้วคุณจะใช้ทั้งเท้าซ้าย ให้มันเมื่อยไปทำไม …

Do-Not-Use-Left-Foot-In-Brake-Pedal

วิธีการขับรถเกียร์อัตโนมัติ ที่มีเบรกมือแบบเท้าเหยียบ
A: เท้าขวาเหยียบเบรก  B: กดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ C: เท้าซ้ายเหยียบเบรกมือแบบเท้าเหยียบ ให้เด้งขึ้นมา ก่อนจะใช้เท้าขวาเหยียบเบรกอีกครั้ง ค่อยๆ เปลี่ยนเกียร์ ปล่อยเบรกออกจากเท้า และค่อยๆ ออกตัวรถไป

โปรดจำไว้ครับว่า หากขับรถเกียร์อัตโนมัติ ใช้เพียงเท้าข้างขวาเหยียบเบรก และคันเร่ง เท่านั้นครับ!

ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

ข้อสอบใบขับขี่ พร้อมเฉลย

วันนี้ คาร์โร มีแบบทดสอบที่สามารถเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมก่อนไปสอบจริง ในหมวดการรับรู้สถานการณ์อันตราย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่กำลังจะไปสอบใบขับขี่มากยิ่งขึ้น และทั้งหมดมี 21 ข้อ พร้อมเฉลย (อยู่ด้านล่างของบทความ)

1. รถยนต์คันสีเหลือง และรถยนต์คันสีแดง วิ่งมาถึงทางแยกพร้อมกัน และเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวกัน ดังรูปข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. รถยนต์คันสีเหลือง เป็นฝ่ายผิดเนื่องจากบริเวณทางแยกลักษณะนี้ ต้องให้รถที่อยู่ด้านขวาไปก่อน
  2. รถยนต์คันสีแดง เป็นฝ่ายผิด
  3. ทั้งรถยนต์คันสีเหลือง และรถยนต์คันสีแดง ผิดด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย
  4. ไม่มีรถยนต์ฝ่ายใดผิด

 

2. รถยนต์คันสีเหลือง , คันสีแดง และ คันสีขาว เลี้ยวซ้ายพร้อมกัน คันใดกระทำผิดกฎหมาย

ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. รถคันสีเหลือง และ สีแดง ผิด เพราะเลี้ยวซ้ายพร้อมกัน
  2. รถคันสีเหลือง และ สีขาว ผิด เพราะเลี้ยวซ้ายพร้อมกัน
  3. รถคันสีแดง และ สีขาว ผิด เพราะเลี้ยวซ้ายพร้อมกัน
  4. รถทุกคัน ผิด เพราะเลี้ยวซ้ายพร้อมกัน

 

3. จากรูป สมมติว่าท่านเป็นผู้ขับรถคันสีแดง และมีความประสงค์จะขับเข้าซอยซ้ายมือด้านหน้า รถโดยสารประจำทางที่กำลังจอดรับส่งผู้โดยสารที่ป้ายรถเมล์ ท่านต้องขับรถอย่างไรจึงจะปลอดภัย

ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. หยุดรถหลังรถโดยสารประจำทาง รถให้รถโดยสารประจำทางขับออกไปก่อนแล้วค่อยขับเลี้ยวเข้าซอย
  2. ขับแซงด้านซ้ายรถโดยสารประจำทางแล้วค่อยเลี้ยวซ้ายเข้าซอย
  3. ขับแซงด้านขวารถโดยสารประจำทางแล้วค่อยเลี้ยวซ้ายเข้าซอย
  4. ถูกทั้งข้อ ก, ข. และ ค.

 

4. สมมติว่าท่านขับรถคันสีแดง ออกจากห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีป้ายรถเมล์อยู่หน้าห้างดังรูป ท่านจะต้องขับรถอย่างไรจึงจะปลอดภัย

ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. หยุดรถบริเวณทางออกดูรถด้านขวามือ ถ้าไม่มีรถวิ่งมาก็ขับรถเลี้ยวขวาแซงรถประจำทางออกไป
  2. หยุดรถบริเวณทางออก ดูรถด้านขวามือ ถ้าไม่มีรถวิ่งมาก็ดูรถด้านซ้ายมือว่ามีรถมาจอดต่อท้ายรถโดยสารประจำทางหรือ ไม่ ถ้าด้านซ้ายมือไม่มีรถก็ขับรถออกไป
  3. ไม่ต้องหยุดรอ ขับเลี้ยวซ้ายออกมาต่อท้ายรถโดยสารประจำทาง
  4. ถูกทุกข้อ

 

5. จากรูปเป็นการชนประสานงากันระหว่างรถคันสีแดง และ รถคันสีเหลือง ถามว่ารถคันสีแดง หรือ รถคันสีเหลือง เป็นฝ่ายผิด เพราะอะไร

ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. รถคันสีแดง ผิด เพราะแซงซ้ายบนทางโค้งส่วนรถคันสีเหลือง ถูก เพราะช่องที่ขับมาเป็นไหล่ทางไม่ใช่
  2. รถคันสีแดง ผิด เพราะขับรถย้อนศร ส่วนรถคันสีแดง ถูกเพราะเป็นไหล่ทางช่องรถวิ่งสามารถขับได้
  3. รถคันสีแดง เป็นฝ่ายถูก เพราะขับรถชิดขอบทางด้านซ้าย ส่วนรถคันสีเหลือง เป็นฝ่ายผิด เพราะขับรถชิดขอบทางด้านขวา
  4. รถคันสีแดง ผิด เพราะแซงด้านซ้าย ส่วนรถคันสีเหลือง ผิดเพราะขับรถย้อนศร

 

6. สมมติท่านขับรถคันสีเขียว ในระหว่างที่ขับรถอยู่นั้นรถในช่องทางด้านขวามือของท่านตั้งแต่รถคันสีชมพู ลงมา อยู่ ๆ ก็หยุดรถท่านเห็นรถในช่องขวามือของท่านหยุด ท่านจะทำอย่างไร

ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. ขับรถต่อไป เพราะช่องเดินรถของท่านโล่งสามารถขับรถต่อไปได้
  2. เร่งเครื่องยนต์รีบขับขึ้นหน้ารถด้านขวามือ
  3. ชะลอความเร็ว เนื่องจากไม่แน่ใจว่ารถด้านขวาหยุดให้ผู้โดยสารลงรถหรือไม่
  4. หยุดรถ เพราะคาดว่าทางข้างหน้าอาจจะมีคนข้ามถนน


7. ท่านขับรถตามหลังรถโดยสารประจำทาง เมื่อถึงป้ายรถเมล์ รถโดยสารประจำทางจอดให้ผู้โดยสารขึ้นและลงรถ เมื่อท่านเห็นรถโดยสารประจำทางหยุด ท่านจะทำอย่างไร

ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. ขับแซงด้านขวาขึ้นหน้ารถโดยสารประจำทาง
  2. หยุดรถหลังรถโดยสารประจำทาง เพราะอาจจะมีคนโดยสารรถโดยสารประจำทางเดินตัดหน้ารถโดยสารประจำทาง
  3. ดูว่ามีรถด้านขวาหรือไม่ ถ้าไม่มีรถก็แซงด้านขวา
  4. ชะลอความเร็ว เตรียมแซงรถโดยสารประจำทางด้านซ้ายหรือด้านขวา

 

8. เมื่อท่านขับรถยนต์ไปในทางโค้งด้านขวา รถเสียหลักหลุดโค้งออกไปด้านซ้ายลงข้างทางไปชนเสาไฟฟ้า ถามว่าท่านกระทำผิดกฎหมายจราจรทางบกหรือไม่

  1. ไม่มีความผิด เพราะไม่มีคู่กรณี
  2. ไม่มีความผิด เพราะท่านทำให้เกิดอุบัติเหตุเอง
  3. มีความผิด เนื่องจากไม่ชะลอความเร็วของรถเมื่อขับรถในทางโค้ง
  4. มีความผิด เพราะขับรถไปชนเสาไฟฟ้า

 

9. เมื่อท่านขับรถที่มุ่งหน้าเข้าหาหน้าผาของภูเขาสูงแสดงว่า
ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. ถนนที่ท่านกำลังขับรถอยู่นั้นตัดผ่านภูเขา
  2. ถนนที่ท่านกำลังขับรถอยู่นั้นจะต้องเป็นทางโค้งขวาหรือโค้งซ้าย
  3. ถนนที่ท่านกำลังขับรถอยู่นั้นอาจเป็นทางตันไม่สามารถขับผ่านไปได้
  4. ถูกทั้งข้อ ก, ข. และ ค.

 

10. ท่านเห็นรถคันสีแดง ชนกับรถคันสีเหลือง อย่างแรงจนรถทั้ง 2 คันพังยับเยินผู้ขับรถทั้ง 2 คนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุตรงบริเวณสามแยก โดยเห็นว่ารถคันสีเหลือง วิ่งออกจากซอย ชนกับรถคันสีแดง ที่วิ่งมาบนถนนสายหลัก ดังรูปถามว่ารถคันใดทำผิดกฎหมาย เพราะอะไร

ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. ผู้ขับรถคันสีแดง ผิด เพราะไม่ลดความเร็วเมื่อขับรถผ่านทางร่วมทางแยก
  2. ผู้ขับรถคันสีเหลือง ผิด เพราะไม่ให้รถที่มีสิทธิ์ผ่านไปก่อน
  3. ทั้งผู้ขับรถคันสีแดง และผู้ขับรถคันสีเหลือง ผิดด้วยกันทั้งคู่ ด้วยเหตุผลตามข้อ คันสีแดง และ คันสีเหลือง
  4. ผิดทั้งคู่ เพราะผู้ขับรถคันสีแดง ไม่ลดความเร็วเมื่อขับรถผ่านทางร่วมทางแยก และผู้ขับรถคันสีเหลือง ไม่ให้รถที่มีสิทธิ์ผ่านไปก่อน

 

11. เมื่อท่านจะขับรถออกจากปากซอย ดังรูป เหตุการณ์ใดต่อไปนี้ที่ท่านเป็นฝ่ายถูก

ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. ท่านเลี้ยวซ้ายทันที
  2. ท่านเลี้ยวขวาทันที
  3. ท่านขับตามช่องทางเดินรถไป 1 ช่องแล้วเลี้ยวขวา
  4. ท่านขับรถถึงปากซอยแล้วหยุดทันที

 

12. เมื่อท่านขับรถคันสีขาวถึงบริเวณสี่แยกที่ไม่มีไฟสัญญาณจราจร (ดังภาพ) กรณีใดที่ท่านไม่ใช่เป็นฝ่ายผู้กระทำผิด

ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. เลี้ยวซ้ายทันที
  2. เลี้ยวขวาทันที
  3. ขับตรงไปทันที
  4. หยุดทันทีเมื่อถึงทางแยก

 

13. ในขณะที่ท่านกำลังขับรถเลี้ยวขวา ดังรูป ท่านเห็นว่าเบรกไม่ทันรถของท่านจะชนรถคันหน้าจะหักพวงมาลัยรถไถลลงข้างทางไป ชนต้นไม้ ถามว่าการกระทำของท่านทำผิดกฎหมายจราจรทางบกหรือไม่

ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. ไม่ผิด เพราะไม่ได้ชนรถที่อยู่ข้างหน้า
  2. ผิด เพราะไม่ได้ขับในช่องทางเดินรถแต่ไปชนต้นไม้
  3. ผิด เพราะไม่ลดความเร็วของรถเมื่อขับผ่านทางร่วมทางแยก
  4. ไม่ผิด เพราะไม่มีผู้เสียหาย

 

14. ข้อใดที่แสดงว่า ท่านขับรถไม่เป็น

  1. ขณะที่กำลังขับรถอยู่ มีสุนัขวิ่งตัดหน้ารถ ท่านหักหลบสุนัขลงข้างทาง
  2. ขณะที่กำลังขับรถอยู่ ถูกรถที่ตามหลังมาชนท้ายอย่างแรงจนรถของท่านไปกระแทกรถคันข้างหน้า
  3. ขณะที่กำลังเลี้ยวซ้ายเข้าที่จอดรถ มีรถขับตัดหน้าแย่งเข้าจอดรถ ท่านจึงเหยียบเบรกอย่างแรงแต่รถก็ยังชนรถที่ตัดหน้า
  4. ขับรถไปซื้อของที่หน้าปากซอยท่านก็คาดเข็มขัดนิรภัย

 

15. ท่านขับรถคัน ก. เหตุการณ์ต่อไปนี้ ท่านเป็นฝ่ายกระทำผิดเพราะอะไร

ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. แซงอย่างผิดกฎหมาย
  2. ขับล้ำเข้าไปในช่องทางรถสวน
  3. ไม่ลดความเร็วของรถเมื่อขับผ่านทางโค้ง
  4. ขับรถย้อนศร

 

16. ท่านขับรถคันสีเหลือง จากรูปรถของท่านถูกรถของนาย ก. คันสีแดง ชนบริเวณสี่แยกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจร

ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. ท่านผิด เพราะไม่ลดความเร็วในรถขณะขับผ่านทางร่วมทางแยก
  2. นาย ก. เป็นฝ่ายผิด เพราะกลับรถในบริเวณทางร่วมทางแยก
  3. ท่านเป็นฝ่ายผิด เนื่องจากประมาท
  4. ทั้งท่านและนาย ก. ผิด เพราะขับรถโดยประมาท

 

17. รถของท่าน (คันสีเขียว) ชนกับรถของนาย ก. คันสีเหลือง ตรงบริเวณที่ท่านกำลังเลี้ยวขวาเข้าซอย ดังรูป

ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. ท่านเป็นฝ่ายผิด เพราะขับล้ำเข้าในช่องทางรถสวน
  2. ฝ่ายนาย ก. เป็นฝ่ายผิด เพราะไม่ยอมให้รถเลี้ยวเข้าซอยไปก่อน
  3. ท่านเป็นฝ่ายผิด เพราะไม่ได้ให้สัญญาณเลี้ยวขวา
  4. ฝ่ายนาย ก. เป็นฝ่ายผิด เพราะไม่ลดความเร็วของรถขณะขับผ่านทางร่วมทางแยก

 

18. สมมติว่าในขณะที่ท่านรอข้ามถนนได้เห็นเหตุการณ์รถตู้ส่งของมีคนนั่ง 2 คนถูกรถเก๋งชนท้ายด้านขวา ทำให้รถตู้หมุน 3 รอบ คนขับรถตู้กระเด็นออกจากตัวรถ ศีรษะฟาดพื้นถนนเสียชิวิตถามว่า เพราะเหตุใดคนขับรถตู้จึงกระเด็นออกจากตัวรถ

  1. รถตู้ถูกชนอย่างแรงจนหมุนเหวี่ยงคนขับให้กระเด็นออกจากตัวรถ
  2. รถเก๋งชนท้ายรถตู้ในมุมเฉียง ๆ ด้านขวา จึงทำให้รถตู้หมุนอย่างแรง
  3. คนขับรถเก๋งคาดเข็มขัดนิรภัย ส่วนคนขับรถตู้ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย
  4. คนขับรถเก๋งขับรถด้วยความเร็วสูง ส่วนรถตู้ขับช้า ๆ จึงถูกชนอย่างแรง

 

19. สมมติว่า นาย ก. มีโปรแกรมขับรถตู้พาครอบครัวจากกรุงเทพฯไปท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยออกเดินทางในเวลา 02.00 น. คาดว่าจะไปถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอนในเวลาประมาณ 20.00 น. เมื่อขับรถติดต่อกันเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ปรากฏว่ารถเสียหลักแฉลบลงข้างทางชนต้นไม้ เป็นเหตุครอบครัวของนาย ก.ได้รับบาดเจ็บหลายคน ท่านพอจะสันนิษฐานได้หรือไม่ว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากสาเหตุใด

  1. นาย ก. หลับในขณะขับรถ
  2. นาย ก. และคนในครอบครัวของนาย ก. หลับใน
  3. นาย ก. ไม่ชำนาญเส้นทาง
  4. ข้อ ก. และ ข้อ ค. ถูก

 

20. ข้อใดเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นกับรถที่ขับช่องขวาสุด

  1. ถูกรถในช่องทางขับข้ามเกาะกลางมาชนประสานงา
  2. ขับชนท้ายรถคันที่ขับอยู่ข้างหน้า
  3. ขับชนท้ายรถที่กำลังเลี้ยวกลับรถ
  4. หลบรถที่ขับตัดหน้าลงข้างทาง

 

21. เมื่อท่านจะขับรถผ่านบริเวณที่เป็นสี่แยกเล็ก ๆ ดังรูป ท่านคาดการณ์ว่าจะมีเหตุการณ์ใดบ้างที่เกิดขึ้นกับท่าน
ข้อสอบ ใบขับขี่, สถานการณ์อันตราย

  1. น่าจะมีรถพุ่งออกจากซอยซ้ายมือมาตัดหน้าท่าน
  2. น่าจะมีรถพุ่งออกจากซอยขวามือเลี้ยวขวาตัดหน้าท่าน
  3. น่าจะมีรถสวนฝั่งตรงข้ามท่านเลี้ยวขวาตัดหน้าท่าน
  4. เป็นไปได้ทุกข้อ

ขอบคุณข้อมูลจาก: Driving license Quiz

เฉลย
1. 1
2. 2
3. 1
4. 2
5. 4
6. 4
7. 2
8. 3
9. 2
10. 4
11. 4
12. 4
13. 3
14. 1
15. 1
16. 2
17. 1
18. 3
19. 4
20. 3
21. 4

ข้อสอบ-ใบขับขี่-จราจร

อ่านข้อสอบครบ ทำใบขับขี่ผ่านแน่นอน

สำหรับใครที่กำลังเตรียมตัวสอบใบขับขี่ภาคทฤษฏี เกี่ยวกับความรู้จราจรทางบก ข้อสอบทั้งหมดนี้ช่วยติวให้คุณผ่านฉลุยเลยค่ะ

1 การขับรถผ่านทางร่วมทางแยกต้องปฏิบัติอย่างไร
ก. ปฏิบัติตามสัญญาณไฟจราจรหรือกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
ข. เมื่อพบป้ายเตือนทางร่วมทางแยกให้ขับรถด้วยความเร็วปกติ
ค. หากไม่มีสัญญาณไฟจราจร ให้รถคันที่ใหญ่กว่าผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน
ง. เมื่อพบป้ายเตือนสัญญาณไฟบริเวณทางร่วมทางแยกให้ขับรถไปตามปกติ

2 ผู้ขับขี่ต้องการเลี้ยวรถต้องปฏิบัติอย่างไร
ก. ชะลอรถและเปิดไฟเลี้ยวก่อนถึงทางเลี้ยวไม่น้อยกว่า 30 เมตร
ข. เปิดไฟเลี้ยวก่อนถึงทางเลี้ยว 20 เมตร
ค. หยุดรถเพื่อเตรียมตัวเลี้ยว
ง. เร่งความเร็วก่อนเลี้ยว

3 การหยุดรถบริเวณทางแยกผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติอย่างไร
ก. ยุดทับเส้นแนวหยุด
ข. หยุดหลังเส้นแนวหยุด
ค. หยุดเลยเส้นแนวหยุด
ง. หยุดเลยป้ายหยุด

4 บริเวณใดห้ามแซง
ก. ทางตรง
ข. ทางที่ปลอดภัย
ค. ทางโล่ง
ง. ทางโค้งรัศมีแคบ

5 การจอดรถต้องจอดให้ห่างจากขอบทางไม่เกินกี่เซนติเมตร
ก. ห่างไม่เกิน 35 เซนติเมตร
ข. ห่างไม่เกิน 30 เซนติเมตร
ค. ห่างไม่เกิน 25 เซนติเมตร
ง. ห่างไม่เกิน 40 เซนติเมตร

6 การขับรถแซงรถคันหน้าต้องแซงด้านขวามือ ยกเว้นกรณีใดที่สามารถแซงด้านซ้ายมือได้
ก. เมื่อรถที่จะถูกแซงกำลังเลี้ยวขวา หรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวขวา
ข. แซงรถคันอื่นทางด้านซ้ายในทางเดินรถช่องทางเดียว
ค. แซงรถคันอื่นในช่องทางขวาของรถที่ถูกแซง
ง. แซงรถคันอื่นทางด้านซ้ายขณะรถวิ่งบนสะพาน

7 รถในข้อใดที่สามารถนำมาใช้ในทางได้
ก. รถที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนของทางราชการกำหนด
ข. รถที่จดทะเบียน และเสียภาษีแล้ว
ค. รถที่ขาดต่อภาษี
ง. รถที่แจ้งเลิกใช้ตลอดไป

8 รถในข้อใด ห้ามนำมาใช้ในทาง
ก. รถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง
ข. รถที่ติดแผ่นป้ายทะเบียนของทางราชการกำหนด
ค. รถที่จดทะเบียนและเสียภาษีแล้ว
ง. รถที่อุปกรณ์ส่วนควบครบถ้วน

9 เขตปลอดภัย หมายความว่าอย่างไร
ก. พื้นที่มีเครื่องหมายแสดงไว้ให้ผู้ขับขี่เห็นว่าปลอดภัยขับต่อไปได้
ข. เขตที่ผู้ขับขี่สามารถนำรถผ่านเข้าไปได้
ค. พื้นที่ในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายแสดงไว้ให้เห็นได้ชัดเจนทุกเวลาสำหรับ ให้คนเดินเท้าที่ข้ามทางหยุดรอ หรือให้คนที่ขึ้นหรือลงจากรถหยุดรอก่อนจะข้ามทางต่อไป
ง. เขตที่คนเดินเท้าสามารถข้ามทางได้โดยไม่ต้องหยุดรอ

10 รถในข้อใดที่สามารถนำมาใช้ในทางเดินรถได้
ก. รถที่มีเสียงดังกว่าเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด
ข. รถที่มีสิ่งลากถูไปบนทางเดินรถ
ค. รถที่มีล้อไม่ใช่ยาง
ง. รถที่มีเสียงเครื่องยนต์ดังในระดับ 80 เดซิเบล

11 สัญญาณจราจรไฟสีแดงที่ทำเป็นรูปกากบาทเฉียงอยู่เหนือช่องเดินรถ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถอย่างไร
ก. จอดรถในช่องเดินรถนั้น
ข. หยุด และจอดรถในช่องเดินรถนั้น
ค. ขับรถในช่องเดินรถนั้น
ง. หยุดรถในช่องเดินรถนั้น

12 เมื่อพนักงานจราจรยืน และเหยียดแขนซ้ายออกไปเสมอระดับไหล่ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาจากทางด้านไหนของพนักงานจราจรจะต้องหยุดรถ
ก. ด้านข้าง
ข. ด้านหน้าและด้านหลัง
ค. ด้านหลัง
ง. ด้านหน้า

13 เมื่อพนักงานจราจรยืน และเหยียดแขนขวาท่อนล่างตั้งฉากกับแขนท่อนบน และตั้งฝ่า มือขึ้น ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถมาจากทางด้านไหนของพนักงานจราจรจะต้องหยุดรถ
ก. ด้านหลัง
ข. ด้านหน้า และด้านหลัง
ค. ด้านหน้า 
ง. ด้านข้าง และด้านหลัง

14 การขับรถผ่านทางร่วมทางแยกที่มีสัญญาณจราจรไฟกระพริบสีแดง.ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติอย่างไร
ก. หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เมื่อเห็นว่าปลอดภัย และไม่เป็นการกีดขวางการจราจรจึงให้ขับรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง
ข. ลดความเร็วของรถลง และผ่านทางเดินรถนั้นไปด้วยความระมัดระวัง
ค. จอดรถด้วยความระมัดระวัง
ง. เพิ่มความเร็วของรถและผ่านทางเดินรถนั้นไปโดยเร็ว

15 การขับรถผ่านทางร่วมทางแยกที่มีสัญญาณจราจรไฟกระพริบสีเหลือง.ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติอย่างไร
ก. ลดความเร็วของรถลง และผ่านทางเดินรถนั้นไปด้วยความระมัดระวัง
ข. หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด เมื่อเห็นว่าปลอดภัย และไม่เป็นการกีดขวางการจราจรจึงขับรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง
ค. จอดรถ
ง. เพิ่มความเร็วของรถ และผ่านทางเดินรถนั้นไปโดยเร็ว

16 ผู้ขับขี่ต้องขับรถในทางเดินรถด้านซ้าย ยกเว้นกรณีใดสามารถเดินรถทางขวาหรือ ล้ำกึ่งกลางของทางเดินรถได้
ก. ไม่มีรถสวนทางมา
ข. ทางเดินรถกว้างมาก
ค. ด้านซ้ายของทางเดินรถมีสิ่งกีดขวาง
ง. ทางเดินรถมีน้ำท่วมขัง

17 การให้สัญญาณด้วยแขน โดยผู้ขับขี่ยื่นแขนขวาตรงออกไปนอกตัวรถเสมอระดับไหล่และโบกมือขึ้นลงหลาย ครั้ง.หมายถึงผู้ขับขี่นั้นต้องการอะไร
ก. หยุดรถ
ข. เลี้ยวขวา
ค. จะลดความเร็วของรถ
ง. จอดรถ

18 ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าเท่าไร
ก. ในระยะที่จะสามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัยเมื่อมีความจำเป็น
ข. ไม่น้อยกว่า 2 เมตร
ค. ไม่น้อยกว่า 1 เมตร
ง. ไม่น้อยกว่า 3 เมตร

19 ผู้ขับขี่ต้องการจะเลี้ยวซ้ายต้องขับรถในช่องเดินรถด้านซ้ายก่อนถึงทางเลี้ยวกี่เมตร
ก. ไม่น้อยกว่า 15 เมตร
ข. ไม่น้อยกว่า 20 เมตร
ค. ไม่น้อยกว่า 25 เมตร
ง. ไม่น้อยกว่า 30 เมตร

20 ผู้ขับขี่ต้องเปิดไฟหน้าหรือไฟท้ายรถ ให้รถคันอื่นเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่าเท่าใด
ก. 150 เมตร
ข. 100 เมตร
ค. 60 เมตร
ง. 120 เมตร

21 ในการขับรถสวนทางกัน ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติอย่างไร
ก. แซงเข้าไปในช่องเดินรถประจำทางได้
ข. ให้ขับรถชิดด้านซ้าย
ค. ในทางที่มีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้าไม่ต้องหยุดรอให้รถที่สวนมาผ่านไปได้
ง. ในทางแคบที่ไม่อาจสวนกันได้ ผู้ขับรถคันที่เล็กกว่า ต้องหยุดชิดด้านซ้ายให้รถคันที่ใหญ่กว่าไปก่อน

22 ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถคันอื่นขณะที่มีหมอก.ฝุ่น ฝน หรือควัน จนไม่อาจเห็นทางข้างหน้าได้ในระยะ เท่าใด
ก. 60 เมตร
ข. 90 เมตร
ค. 70 เมตร
ง. 80 เมตร

23 บริเวณใดห้ามขับรถแซงรถคันอื่น
ก. ทางโค้งรัศมีแคบ
ข. ในกรณีที่ทางเดินรถด้านซ้ายมีสิ่งกีดขวาง
ค. 150 เมตร จากทางร่วมทางแยก
ง. แซงด้านซ้ายในขณะที่มีรถรอเลี้ยวขวา

24 บริเวณใดสามารถกลับรถได้
ก. ทางเดินรถที่มีเครื่องหมายห้ามกลับรถ
ข. บริเวณบนสะพาน
ค. ระยะ 150 เมตร จากทางราบของเชิงสะพาน
ง. เขตปลอดภัย

25เมื่อผู้ขับขี่พบเครื่องหมาย “เลี้ยวซ้ายผ่านตลอด” ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติอย่างไร?
ก. ลดความเร็วของรถลงและเลี้ยวซ้ายผ่านไปได้ทันที
ข. หยุดรอจนกว่าจะได้รับสัญญาณไฟเขียวจึงเลี้ยวซ้ายไปได้
ค. หยุดรอให้คนข้ามถนนและรถที่มาจากทางด้านขวามือขับผ่านไปก่อนแล้วจึงเลี้ยวซ้ายผ่านไป
ง. เลี้ยวซ้ายผ่านไปได้ทันที

26 ผู้ใดไม่มีหน้าที่ให้สัญญาณจราจรตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก.พ.ศ.2522
ก. ผู้ขับขี่รถยนต์
ข. พนักงานจราจร
ค. ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์
ง. คนเดินเท้า

27 ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามข้อใดไม่ถูกต้อง
ก. ลดความเร็วเมื่อถึงวงเวียน
ข. ลดความเร็วเมื่อถึงที่คับขัน
ค. จอดรถบริเวณทางร่วมทางแยก
ง. ลดความเร็วเมื่อเห็นคนกำลังข้ามทาง

28 บริเวณใดแซงได้
ก. ทางร่วมทางแยก
ข. สะพานเดินรถทางเดียว
ค. ทางโค้งรัศมีแคบ
ง. บนพื้นทางที่มีเครื่องหมายจราจรให้แซงได้

29 เมื่อจะเปลี่ยนช่องทางหรือแซงรถทุกครั้งต้องปฏิบัติอย่างไร
ก. รีบเปลี่ยนช่องทางโดยเร็ว
ข. ต้องให้สัญญาณไฟหรือสัญญาณแตร
ค. แซงขึ้นหน้าแล้วเหยียบเบรกทันที
ง. รีบเร่งเครื่องแซงโดยเร็ว

30 บริเวณใดจอดรถได้
ก. ที่มีป้ายห้ามหยุดรถ
ข. ในอุโมงค์
ค. ทางร่วมทางแยก
ง. ลานจอดรถในห้างสรรพสินค้า

31 การขับรถตามข้อใดปฏิบัติได้ถูกต้อง
ก. ขับรถลักษณะผิดปกติวิสัย
ข. แซงรถในอุโมงค์
ค. ขับรถในลักษณะกีดขวางการจราจร
ง. ขับรถเร็วไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด

32 เมื่อถึงทางรถไฟและมีรถไฟกำลังแล่นผ่าน ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติอย่างไร
ก. หยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร
ข. ขับรถผ่านไปโดยเร็ว
ค. ให้เสียงสัญญาณแตรเตือนและขับผ่านไปได้
ง. หยุดรอสัญญาณไฟและเปิดไฟฉุกเฉิน

33 บริเวณใดใช้สัญญาณเสียงแตรได้
ก. โรงเรียน
ข. สถานที่ราชการ
ค. สวนสาธารณะ
ง. โรงพยาบาล

34 เมื่อเกิดอุบัติเหตุผู้ขับขี่หลบหนีจะมีผลอย่างไร
ก. ไม่มีผล เพราะไม่ใช่ฝ่ายผิด
ข. ให้สันนิษฐานว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำผิด
ค. มีผลให้เป็นฝ่ายถูก
ง. จะได้รับการกันไว้เป็นพยาน

35 สัญญาณเสียงแตรใช้ได้เมื่อใด
ก. ใช้ได้เมื่อรถคันหน้าขับช้า
ข. ใช้ได้ตามสะดวก
ค. ใช้ตลอดเวลา
ง. ใช้ได้เมื่อจำเป็นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

36 ขณะขับขี่รถต้องเว้นระยะห่างรถคันหน้าเท่าใด
ก. ในระยะที่ปลอดภัย
ข. 13 เมตร
ค. 50 เมตร
ง. 3 ช่วงตัวรถ

37 ก่อนเลี้ยวรถต้องเข้าช่องทางที่จะเลี้ยวและเปิดไฟเลี้ยวก่อนเลี้ยวรถไม่น้อยกว่ากี่เมตร
ก. 3 เมตร
ข. 30 เมตร
ค. 10 เมตร
ง. 15 เมตร

38 ผู้ขับรถที่ดื่มสุราเมื่อวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจจะต้องไม่เกินเท่าใด
ก. ไม่เกิน 60 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น
ข. ไม่เกิน 70 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น
ค. ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น
ง. ไม่เกิน 80 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น

39 ขณะขับรถตรวจพบแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมีโทษอย่างไร
ก. จำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับตั้งแต่ 1,000 ถึง.50,000 บาท
ข. จำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง.20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ค. ปรับไม่เกิน 5,000 บาท
ง. ปรับไม่เกิน 10,000 บาท

40 ในเขตกรุงเทพ เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล ต้องขับรถด้วยความเร็วเท่าไร
ก. ไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ข. ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ค. ไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ง. ไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

41 นอกเขตกรุงเทพ เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล ต้องขับรถด้วยความเร็วเท่าไร
ก. ไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ข. ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ค. ไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ง. ไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

42 ในการให้สัญญาณไฟเลี้ยว จะต้องให้ผู้ขับรถคันอื่นเห็นได้ในระยะเท่าไร
ก. ไม่น้อยกว่า 10 เมตร
ข. ไม่น้อยกว่า 15 เมตร
ค. ไม่น้อยกว่า 60 เมตร
ง. ไม่น้อยกว่า 30 เมตร

43 ผู้ขับขี่ซึ่งจะเลี้ยวรถจะต้องให้สัญญาณมืออย่างไร
ก. ให้สัญญาณมือด้วยมือซ้ายเท่านั้น
ข. ให้สัญญาณมือได้ทั้งมือซ้ายและมือขวา
ค. ไม่ต้องให้สัญญาณมือใด ๆ ทั้งสิ้น
ง. ให้สัญญาณมือด้วยมือขวาเท่านั้น

44 บริเวณทางร่วมทางแยก และมีเครื่องหมายห้ามกลับรถแต่เจ้าพนักงานจราจรอนุญาตให้กลับรถได้ผู้ขับขี่ ต้องปฏิบัติอย่างไร
ก. กลับรถได้
ข. กลับรถได้ถ้าไม่มีเครื่องหมายห้ามกลับรถ
ค. กลับรถไม่ได้
ง. กลับรถได้ถ้าไม่ใช่ทางร่วมทางแยก

45 ผู้ขับขี่ต้องการกลับรถต้องปฏิบัติอย่างไร
ก. ขับรถช่องทางไหนก็ได้
ข. ดูป้ายจราจรที่อนุญาตให้กลับรถและเข้าช่องทางให้ถูกต้อง
ค. เข้าช่องทางที่มีลุกศรบนพื้นถนนให้ตรงไป
ง. กลับรถที่บริเวณเส้นทะแยงเหลือง

46 ข้อใดปฏิบัติถูกต้อง
ก. รถจักรยานยนต์ต้องขับในช่องเดินรถด้านซ้ายสุด
ข. รถบรรทุกคนโดยสารต้องขับในช่องเดินรถด้านขวาสุด
ค. รถบรรทุกสิ่งของต้องขับในช่องเดินรถด้านขวาสุด
ง. การเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางด้านขวาหรือซ้ายไม่ต้องดูกระจกด้านซ้ายหรือขวา

47 ในช่องทางเดินรถตั้งแต่สองช่องทางขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ต้องปฏิบัติอย่างไร
ก. ต้องขับรถชิดด้านขวาสุด
ข. ต้องขับรถชิดด้านซ้ายสุด
ค. ต้องขับรถคล่อมเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ
ง. ต้องขับรถอยู่ในช่องทางที่ให้ขับตรงไป

48 ผู้ใดได้รับยกเว้นไม่ต้องสวมหมวกนิรภัยขณะโดยสารรถจักรยานยนต์
ก. ภิกษุ สามเณร
ข. คนโดยสาร
ค. เด็ก
ง. คนขับรถ

49 ข้อใดเปิดไฟฉุกเฉินได้ถูกต้อง
ก. รถเสียหรือรถเกิดอุบัติเหตุ
ข. เปิดได้ตลอดเวลา
ค. มีหมอก
ง. ผ่านทางแยก

50 ในการบรรทุกสิ่งของ.ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติอย่างไร
ก. บรรทุกได้กว้างกว่าความกว้างของตัวรถข้างละ 1 เมตร
ข. บรรทุกยื่นพ้นตัวรถด้านหลังไม่เกิน 2.50 เมตร
ค. บรรทุกสูงโดยวัดจากสิ่งของที่บรรทุกได้เกิน 5 เมตร
ง. บรรทุกยื่นพ้นตัวรถด้านหน้าไม่เกิน 2.50 เมตร

51 การลากจูงรถที่ไม่สามารถใช้พวงมาลัยหรือเบรกได้ควรทำอย่างไร
ก. ใช้คนดันไป
ข. ใช้รถดันไป
ค. ใช้สายพ่วงลากจูงไป
ง. ใช้วิธีการยกหน้าหรือยกท้ายลากไป

52 รถที่มีความเร็วช้า ผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติอย่างไร
ก. ขับรถได้ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา
ข. ขับรถชิดขอบด้านขวา
ค. ขับรถที่บริเวณไหล่ทาง
ง. ขับรถชิดขอบด้านซ้าย

ขอบคุณข้อมูลจาก: Driving license Quiz

อ่านต่อ หมวดอื่นๆ

จัดของในรถ

ไม่อยากให้รถสุดรักของคุณรก!
ควรเก็บและจัดระเบียบด้วยวิธีตามนี้

คนที่ขับรถหลายคนคงลืมดูแลรถของตัวเองไป ขึ้นรถปุ๊บก็โยนๆ และขับออกไปเลย พอว่างๆ หันมามองหลังรถเราถึงกับผง่ะ นี่รถหรือห้องเก็บของ ในหัวข้อนี้ Carro ได้ผู้ช่วยจาก rabbit finance จะมาช่วยบอกวิธีจัดของสำหรับคนรักรถกันค่ะ

จัดของในรถ

Credit: Orca

1. ตะกร้าเอกสาร

สำหรับคนที่ต้องพกเอกสารภายในรถ ตระกร้าเอกสารเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากค่ะ และยิ่งไม่ใช่ตะกร้าเดียวต้องแบ่งเป็นชั้นๆ เพื่อแยกประเภทเอกสารด้วยจะทำให้หาเอกสารได้สะดวกมากขึ้นค่ะ

 

2. การแบ่งของใส่กล่อง

สำหรับคนที่มีของในรถเยอะๆ เราขอแนะนำให้คุณหากล่องมาใส่สัมภาระค่ะ คุณอาจไปตามร้าน Daiso แล้วใบซื้อกล่องเล็กๆ หลายใบ และกล่องใหญ่ 1 ใบ เพื่อใส่สัมภาระ โดยแรกเริ่มคุณก็ใส่ของชิ้นเล็กลงในกล่องใบเล็กก่อน จากนั้นก็เอากล่องเล็กๆ หลายใบมาใส่ในกล่องใหญ่อีกทีหนึ่งค่ะ

 

3. ที่ใส่ขยะ

สำหรับคนที่ชอบกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มบนรถ เป็นเรื่องจำเป็นมากที่คุณต้องมีถังขยะเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเมื่อคุณมีอะไรก็โยนไว้หลังรถละก็ รถของคุณก็ไม่ต่างอะไรจากรถขยะนั่นแหละค่ะ

 

จัดของในรถ

4. เสบียงในรถ

ถ้าใครที่ขับรถในกรุงเทพ รถติดไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นกิจวัตร เรื่องความหิว ถึงเวลาคุณก็ต้องหิว แต่รถยังติดอยู่ เราจึงควรมีอาหารติดรถไว้ด้วย อาจเป็นแซนวิช หรือเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้หายหิวได้  แต่ไม่ควรเป็นของที่มีกลิ่นแรง หรือของที่ถ้าหกเลอะเทอะจะทำความสะอาดยากค่ะ หรือถ้านำของมีกลิ่นขึ้นรถ สามารถอ่านวิธีการกำจักกลิ่นแบบธรรมชาติได้ที่นี้ คลิก

 

5. อุปกรณ์ทำความสะอาด

นอกจากจมีที่เก็บของ มีที่เก็บเอกสาร มีที่ทิ้งขยะแล้ว เราต้องมีอุปกรณ์ทำความสะอาด สำหรับเก็บกวาดสิ่งสิ่งปรกในรถด้วยค่ะ อาจจะเป็นเครื่องดูดฝุ่นขนาดเล็ก หรือผ้าเปียกฆ่าเชื้อโรคสำหรับเช็ดอาหารที่หก และน้ำยาทำความสะอาดเบาะหนังถ้ามีก็ดีค่ะ

 

6. เก็บของให้ดีๆ

ซึ่งถ้าคุณทำตามนี้ เชื่อเลยว่ารถของคุณจะสะอาดแน่นอน วิธีเหล่านี้ไม่ใช่วิธีที่ยาก แต่คุณต้องเริ่มทำทันที และคุณต้องเก็บของในกล่อง ใส่เอกสารในตะแกรงภายในรถให้เป็นนิสัย ถึงแม้คุณจะซื้อกล่องซื้อตะแกรงมาแล้ว แต่ถ้าคุณยังมีอะไรโยนไปหลังรถอยู่ คุณก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดิมค่ะ

 

สุดท้าย ถ้าใครที่สนใจอยากซื้อประกันภัยรถยนต์ก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดที่ rabbit finance ได้ค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก tqm.co.th

5 วิธีอัพเกรดรถยนต์คู่ใจ ให้ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง

ขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น ด้วยวีธีอัพเกรดรถเหล่านี้

ในทุกวันนี้ สิ่งที่อาจดูเป็นอันตรายและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยมากที่สุดในแต่ละวันของเรา ก็อาจเป็นเพียงแค่การขับรถไป ณ ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งถ้าใครเป็นเจ้าของรถรุ่นใหม่ใหม่ก็ถือว่าโชคดีไป เพราะว่ามักจะมีฟังชั่นเจ๋งๆไว้เพิ่มความปลอดภัยให้รถ เช่น เทคโนโลยีการเปลี่ยนเลนอย่างปลอดภัย เทคโนโลยีช่วยถอยรถเข้าซอง และระบบอัจฉริยะที่ป้องกันการพุ่งชนสิ่งกีดขวางได้ทันท่วงทีเป็นต้น

แต่ถ้าหากเพื่อนๆยังคงรักรถเก่าคู่ใจของเรา และยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนรถใหม่ เพื่อนๆก็ยังสามารถอัพเกรดรถคู่ใจของเราให้สามารถขับขี่ปลอดภัยได้ โดยไม่ต้องซื้อรถใหม่ แถมยังอาจช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษารถได้เพิ่มขึ้นด้วยค่ะไปดูกันเลยว่ามีวิธีใดบ้าง

1) อัพเกรดยางรถ

5 วิธีอัพเกรดรถยนต์คู่ใจให้ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง

การที่เราจะขับขี่ปลอดภัยบนถนนได้นั้น ก็เริ่มจากการที่เราใส่ใจเรื่องยางรถยนต์เป็นอันดับแรก เพราะเป็นส่วนเดียวของรถที่สัมผัสกับท้องถนนโดยตรง ซึ่งถ้าหากรถคู่ใจของเพื่อนๆ ไม่มีระบบเบรคที่ทันสมัยแต่อยากขับขี่ปลอดภัย ก็ให้เริ่มต้นที่ยางค่ะ ถ้าหากยางดี ก็จะช่วยให้เราสามารถเบรคได้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงยางที่ดีจะทำให้ควบคุมศูนย์ถ่วงและควบคุมทิศทางได้ดียิ่งขึ้นด้วย

แม้ว่ายางที่ได้มาตอนซื้อรถจะถือว่าดีในระดับหนึ่งที่ทำให้เราขับขี่ปลอดภัย แต่การอัพเกรดยางให้ดียิ่งขึ้นจะทำให้เพื่อนๆสามารถขับขี่บนท้องถนนได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น โดยยางควรมีดอกยางที่ลึกเพื่อรับกับสภาพเปียกชื้นบนท้องถนน และเดี๋ยวนี้ผู้ผลิตยางหลายเจ้าก็มีเครื่องมือออนไลน์เอาไว้ให้เราเลือกยางที่เหมาะสมกับรถของเรา หรือจะเข้าไปที่อู่ซ่อมรถและอู่เปลี่ยนยางเพื่อปรึกษาดูก็ได้ค่ะ

2) จัดระเบียบอุปกรณ์ และสายระโยงระยาง

5 วิธีอัพเกรดรถยนต์คู่ใจให้ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง

ถ้าเพื่อนๆใช้ระบบสเตริโอรถรุ่นเก่า การที่เราอยากจะฟังเพลง mp3 หรือเพลงจากมือถือของเรา ก็ต้องใช้วิธีโมระบบรถด้วยการต่อสายระโยงระยางต่างๆ พอเราแต่งเติมสิ่งของเหล่านี้มากๆเข้า ก็ยิ่งทำให้มีสายระโยงระยางมากขึ้น ทำให้อาจบดบังทัศนวิสัย รวมไปถึงรบกวนการขับรถของเราได้ ทางที่ดีถ้าอยากขับขี่ปลอดภัย ก็ให้อัพเกรดอุปกรณ์เป็นดังนี้ค่ะ

  • ที่เสียบ usb แบบ 2 หัว: เหตุผลที่ควรมี 2 หัว ก็เพื่อว่าเวลาเราต้องการเสียบ usb เข้ากับหลายๆอุปกรณ์จะได้ไม่ต้องมาคอยถอดสายอันนึงแล้วเสียบเข้าไปใหม่ระหว่างขับรถนั่นเองค่ะ
  • สาย usb แบบยืดหดได้: สาย usb เช่นนี้จะทำให้เพื่อนๆสามารถปรับความยาวของสายให้ไม่มาเกะกะเราตรงที่นั่งคนขับได้ค่ะ
  • ที่ตั้งโทรศัพท์มือถือ: ให้เพื่อนๆล็อคโทรศัพท์มือถือเอาไว้กับที่ตั้งตรงส่วนหน้าปัดรถ หรือตรงช่องแอร์ก็ได้ จะทำให้เพื่อนๆสามารถเปิดแผนที่ดูเส้นทางจากโทรศัพท์มือถือได้อย่างง่ายดายค่ะ

3) ติดตั้งกล้องมองหลัง

5 วิธีอัพเกรดรถยนต์คู่ใจให้ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง

ในขณะที่ปัจจุบันรถรุ่นใหม่ก็มักจะมีระบบที่สามารถแสดงภาพจากด้านหลังของรถได้ แต่สำหรับรถเก่าของเรา ถ้าหากอยากขับขี่ปลอดภัย ก็ควรติดตั้งกล้องมองหลังเอาไว้ด้วยเช่นกันค่ะ เพราะถ้าหากเราพึ่งกระจกมองหลังแต่เพียงอย่างเดียว อาจจะไม่สามารถมองเห็นสิ่งกีดขวางต่างๆที่หลังรถได้อย่างทั่วถึงค่ะ

ด้วยกล้องมองหลังถือเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากผู้ขับขี่บนท้องถนนกว่าครึ่ง เคยเจอประสบการณ์ที่เกือบถอยรถชนสิ่งกีดขวางหรือชนคน เราจึงควรขับขี่ปลอดภัยและป้องกันเอาไว้ก่อนค่ะ

 

4) ติดตั้งระบบเตือนในมุมอับ

5 วิธีอัพเกรดรถยนต์คู่ใจให้ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง

รถทุกคันมักจะมีมุมอับ ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้เมื่อเรากำลังขับรถและมองไปข้างหน้า หรือแม้แต่ตอนที่เรามองกระจกส่องทาง นั่นทำให้ผู้ขับรถส่วนใหญ่ต้องการมองในมุมอับก็จะต้องหันหัวไปที่มุมนั้นเพื่อระแวดระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และแม้ว่าเพื่อนๆจะหันไปเช็กเอง ก็อาจจะไม่ได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากทัศนวิสัยอาจจะไม่ดีได้ค่ะ

ทางที่ดี การติดตั้งระบบเตือนในมุมอับจะช่วยให้เพื่อนๆสามารถเปลี่ยนเลนได้อย่างปลอดภัย ซึ่งระบบเตือนเหล่านี้จะใช้เซ็นเซอร์ที่จะคอยตรวจจับอย่างอัตโนมัติว่ามียานพาหนะอื่นๆ เข้ามาอยู่ในมุมอับของเราหรือไม่ และถ้ามีก็จะส่งสัญญาณบอกเราให้ทราบ จึงทำให้เราสามารถขับขี่ปลอดภัยและโฟกัสไปที่ถนนทั้งข้างหน้าได้อย่างหมดห่วงค่ะ

 

5) ถอดกันชนแบบ Bull Bar ออก

5 วิธีอัพเกรดรถยนต์คู่ใจให้ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง

สิ่งนี้น่าจะเป็นเหมือนการอัพเกรดให้น้อยลงเพื่อการขับขี่ปลอดภัยมากกว่านะค่ะ โดยกันชนแบบ Bull Bar นี้สามารถพบเห็นได้ตามรถขนาดใหญ่เช่นรถกระบะ 4 ประตู ซึ่งจริงๆแล้วกันชนประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ขับขี่ในเส้นทางกันดารหรือในป่าเขาที่มีโอกาสขับชนสัตว์ป่าเอาได้ง่ายๆ และสร้างความเสียหายแก่ตัวรถยนต์

แต่อย่างไรก็ดี ถ้าหากเพื่อนๆขับรถในตัวเมืองหรือตามย่านที่อยู่อาศัย การมีกันชนแบบ Bull Bar ก็อาจสร้างความเสียหายและทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บได้ง่ายกว่าถ้าหากเราขับรถไปชนคนเข้าค่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าหากอยากขับขี่ปลอดภัยทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง ก็ควรเอากันชนเช่นนี้ออกค่ะ

 

เห็นไหมค่ะว่า ไม่ว่ารถของเพื่อนๆจะเก่าหรือใหม่ เราก็มีทางอัพเกรดรถยนต์ให้เราสามารถขับขี่ปลอดภัยได้เสมอ อุปกรณ์เหล่านี้ก็มีราคาไม่สูงมากค่ะ หรือถ้าเพื่อนๆมองว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนรถคันใหม่จริงๆ ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง สามารถนำรถคันเก่าของเพื่อนๆ มาขายได้ที่ คาร์โร นะคะ จะได้นำเงินไปดาวน์เพื่อซื้อรถคันใหม่ค่ะ (ขายรถ คลิกที่ลิงค์ > th.carro.co/sell-car/express )

นอกจากนี้ ถ้าหากเพื่อนๆอยากขับขี่ปลอดภัยและอุ่นใจตลอดทุกเส้นทาง ก็อย่าลืมทำประกันรถยนต์ติดไว้ด้วยค่ะ เพื่อจะได้นำมาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับรถของเราได้ค่ะ เพื่อนๆสามารถเข้ามาเปรียบเทียบประกันรถยนต์ได้ที่เว็บไซต์โกแบร์เลยนะค่ะ

ดูแลรถยนต์ช่วงหน้าฝน


ตอนนี้ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัวแล้ว ซึ่งช่วงฝนตกนี้เป็นอะไรที่เซ็งสุดๆ เลย เพราะมันทั้งเฉอะแฉะ ทั้งเปียก ทำอะไรก็ลำบากไปหมด ไหนจะไม่สบายจากการตากฝนอีก ดังนั้น เพื่อนๆ ต้องดูแลสุขภาพของตัวเองกันด้วยนะคะ

แต่เอ๋… นอกเหนือจากการดูแลสุขภาพของตัวเองแล้ว การดูแลรถยนต์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะการที่รถตากฝนบ่อยๆ รถก็อาจจะไม่สบายได้ ฉะนั้น คุณจึงต้องดูแลรถให้มากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังต้องทำความสะอาด และดูแลอย่างเป็นพิเศษอีกด้วย

วันนี้ คาร์โร จึงมีเทคนิค เคล็ด(ไม่)ลับ วิธีดูแลรถยนต์ในช่วงหน้าฝนอย่างง่ายๆ มาฝาก

ดูแลรถยนต์ช่วงหน้าฝน

5 เทคนิค เคล็ด(ไม่)ลับ ดูแลรถยนต์ ในช่วงหน้าฝน

  • ลุยฝนมา ให้รีบล้างรถ

หลังจากที่รถของคุณผ่านการตากฝนมาอย่างหนักหน่วง สิ่งที่คุณควรทำ ก็คือ ใช้น้ำเปล่าฉีดล้างให้คราบต่างๆ หลุดออกจากรถไปให้หมดก่อน แล้วจึงค่อยเช็ดด้วยผ้าสำหรับเช็ดรถ

เพราะการที่รถตากฝนมา แล้วคุณดันปล่อยรถทิ้งไว้โดยไม่ล้าง เพราะคิดว่าน้ำฝนได้ชะล้างสิ่งสกปรกไปหมดแล้ว ก็อาจทำให้เกิดคราบฝังแน่น และส่งผลต่อสีรถของคุณได้

 

  • ห้ามเช็ดรถ โดยไม่ได้ล้าง

กรณีนี้ก็เช่นกัน คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการที่รถของคุณไปลุยฝนมา ก็เหมือนเป็นการล้างรถแล้ว ดั้งนั้น พอถึงบ้านปั๊บคุณก็เลยเช็ดรถปุ๊บ ซึ่งเราขอบอกเลยว่า ห้ามทำเด็ดขาด เพราะถ้าคุณเช็ดรถโดยไม่ได้ล้าง ก็อาจทำให้เกิดรอยขนแมวกับรถของคุณได้

 

  • ใต้ต้นไม้ ห้ามจอดรถ

ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ทางที่ดีคุณควรจอดรถให้ห่างต้นไม้ไว้จะดีกว่า เพราะในช่วงที่ฝนตกหนัก กิ่งไม้ ใบไม้ เกสรดอกไม้ ผลของต้นไม้ อาจจะปลิวหล่นมาโดนรถของคุณได้ หรืออย่างหนัก ต้นไม้ทั้งต้นก็อาจโค่นล้มลงมาทับรถของคุณจนพังเสียหายยับเยิน

 

  • เคลือบสีรถ ช่วยได้เยอะ

รู้หรือไม่ว่า ฝนที่ตกลงมานั้นมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งจะส่งผลต่อสีรถของคุณ ทำให้สีรถหมอง ดังนั้น หลังจากที่คุณทำความสะอาดรถเรียบร้อยแล้ว คุณควรนำรถไปเคลือบสีซะ

เพราะการเคลือบสี นอกจากจะทำให้รถของคุณสีสวยไม่ซีดแล้ว ยังช่วยให้น้ำไม่เกาะรถอีกด้วย แถมยังช่วยป้องกันคราบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญยังช่วยให้คุณล้างรถได้ง่ายขึ้นอีก

 

  • หมั่นเช็กสภาพรถ

ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ การตรวจเช็กสภาพรถยนต์ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของคุณ

 

ดูแลรถยนต์ช่วงหน้าฝน

ตรวจเช็กสภาพรถยนต์ ในช่วงหน้าฝน
เพื่อป้องกันอันตรายในการขับขี่

  • ใบปัดน้ำฝน

เรื่องทัศนวิสัยในการขับขี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ยิ่งในช่วงฝนตกหนักยิ่งทำให้การมองทางของผู้ขับขี่แย่เข้าไปใหญ่ ดังนั้น การมีใบปัดน้ำฝนที่ยังคงทำงานได้ดีอยู่ จะช่วยให้คุณอุ่นใจในเรื่องการขับขี่มากขึ้นยังไงล่ะ

 

  • ยางรถยนต์

อย่างที่ทราบกันดีว่า ฝนตกถนนจะลื่นมาก และถ้าดอกยางของคุณไม่ดีล่ะก็ อุบัติเหตุถามหาแน่ๆ ดังนั้น คุณจึงควรหมั่นเช็กยางรถยนต์อยู่เสมอ ซึ่งการเช็กสภาพยางรถยนต์ก็ไม่ยากเลย คุณสามารถสังเกตได้จาก ถ้าดอกยางรถยนต์ของคุณมีความลึกต่ำกว่า 3 มิลลิเมตร ก็หมายความว่าถึงเวลาเปลี่ยนแล้วล่ะ

 

  • ระบบไฟส่องสว่าง

การตรวจเช็กระบบไฟส่องสว่าง จะช่วยลดอุบัติเหตุลงได้ ซึ่งคุณควรตรวจเช็กทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟเบรกไฟท้าย ไฟเลี้ยว ไฟตัดหมอก หรือไฟส่องสว่างอื่นๆ เพราะการเช็กระบบไฟส่องสว่าง จะช่วยให้คุณมองเห็นทางได้ชัดเจนขึ้น

 

  • ระบบเบรก

เบรก คือ สิ่งที่สำคัญมากในการขับรถฝ่าฝนตก เพราะถ้าระบบเบรกทำงานได้ดี ก็จะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุลงได้ แต่ถ้าคุณเบรกแล้วเริ่มมีเสียงดัง อันนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนผ้าเบรกได้แล้วล่ะค่ะ

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะหน้าฝน หน้าร้อน หน้าหนาว การตรวจเช็กสภาพรถยนต์ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองทั้งสิ้น

4-วิธีเอาตัวรอดจากอุบัติเหตุ-“รถตกเขา

ขับรถบนเขาให้ปลอดภัยได้ด้วยวีธีเหล่านี้

หากย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เราจะนึกถึงข่าวที่ 2 นักศึกษาไทยขับรถตกเขาที่สหรัฐอเมริกาจนเสียชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าข่าวนี้ได้สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างมาก แต่ก็นั่นแหละค่ะ ถ้ามองในแง่ความเป็นจริงแล้วก็รอดยาก หรือหากมีผู้รอดชีวิตจริง ก็คงจะมีแค่ 1 ใน 10 เท่านั้น

วันนี้ คาร์โร จึงอยากมาให้ความรู้เรื่องการเอาตัวรอด เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถตกเขาเพื่อให้เป็นข้อมูลที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ในยามฉุกเฉินค่ะ

4 วิธีเอาตัวรอดจากอุบัติเหตุ “รถตกเขา”

อะไรที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ“รถตกเขา”

เมื่อพบเจอ หรือเกิดอุบัติเหตุ คนส่วนใหญ่ก็มักจะถามหาสาเหตุว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุรถตกเขา มีทั้งหมด 4 ประการด้วยกัน คือ สภาพรถยนต์ ความเร็ว เส้นทางที่ไม่คุ้นเคย และทัศนวิสัย

  • สภาพรถยนต์

โดยเฉพาะรถใหญ่อย่างรถบรรทุก หรือรถโดยสารประจำทางที่ต้องตรวจสภาพเบรกให้พร้อมเสมอ เพราะน้ำหนักที่บรรทุกมาจะเกิดความหน่วงเวลาที่เบรก หรือเลี้ยวโค้งได้

  • ความเร็ว

ความเร็วที่ใช้ในการขับขี่เป็นสิ่งสำคัญที่ห้ามละเลย เพราะยิ่งเราขับเร็วขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะมีเวลาในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าน้อยลงเท่านั้น

  • เส้นทางที่ไม่คุ้นเคย

การขับรถไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ เพราะบางที Google map ก็ไม่ได้พาเราไปถึงจุดหมาย แต่พาเราไปไหนต่อไหนก็ไม่รู้

  • ทัศนวิสัย

อาทิ การขับรถตอนฝนตกหนัก ถนนลื่น หรือทางข้างหน้ามีการซ่อมแซมพื้นผิวถนนโดยที่คุณไม่รู้มาก่อน เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ นับเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุได้ทั้งสิ้น

อุบัติเหตุไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกบุคคล และไม่บอกกล่าวก่อนล่วงหน้า เราจึงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่  ฉะนั้น 4 สิ่งที่คุณควรตระหนัก และทำตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้คุณปลอดภัย และรอดชีวิตจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้
4 วิธีเอาตัวรอดจากอุบัติเหตุ “รถตกเขา”

  • คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งก่อนขับรถ

อย่าชะล่าใจ คิดว่ามีถุงลมนิรภัยแล้วจะทำอะไรก็ได้ เพราะถุงลมนิรภัยจะมีเฉพาะบริเวณด้านหน้าเท่านั้น อีกทั้งถุงลมนิรภัยยังถูกออกแบบมาเพื่อลดแรงกระแทก แล้วยุบตัวลงทันที เพื่อกันไม่ให้เราถูกอัดจนหายใจไม่ออก

ดังนั้น การคาดเข็มขัดนิรภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำ เพราะมันจะช่วยดึงรั้งตัวเราไม่ไห้ไปกระแทกกับกระจกหน้ารถ

  • สำรวจการบาดเจ็บเมื่อรถหยุด หรือนิ่งแล้ว

เมื่อรถหยุด หรือนิ่งแล้ว หากคุณยังพอมีสติ และเคลื่อนไหวได้ คุณควรสำรวจตัวเอง และคนที่นั่งไปด้วยว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า หรือมีช่องทางที่เราจะออกจากรถได้หรือไม่ แล้วค่อยออกมาขอความช่วยเหลือ

  • ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ

หากคุณเกิดเคลื่อนไหวไม่ได้ หรือออกจากรถไม่ได้ ก็ให้คุณตะโกนขอความช่วยเหลือ หรือหาวัสดุมาเคาะให้เกิดเสียงดัง เป็นไปได้ให้พยายามเคาะตลอดเวลา เพราะเราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่า จะมีคนมาได้ยินคุณเคาะเวลาไหน

  • ติดต่อบริษัทประกันภัย เพื่อช่วยดูแลค่ารักษา และค่าซ่อมรถ

เมื่อคุณได้รับการช่วยเหลือแล้ว ก็ให้คุณติดต่อทั้งบริษัทประกันภัยรถยนต์ และบริษัทประกันชีวิต เพื่อให้ทั้ง 2 บริษัทช่วยดูแลคุณในเรื่องค่ารักษาพยาบาล และค่าซ่อมแซมรถยนต์

ทั้งนี้ สิ่งที่คุณควรทำมากที่สุดไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้ว ก็นับว่าเป็นความสูญเสียทั้งสิ้น

อาจไม่ได้สูญเสียบุคคลที่เรารัก แต่เป็นการสูญเสียทรัพย์สินเงินทองที่คุณต้องหมดไปกับค่ารักษาพยาบาล และค่าซ่อมแซมรถยนต์ ดังนั้น คุณจึงควรดูแลสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ และสภาพรถยนต์ให้พร้อมก่อนเดินทางนะคะ

 

1 2 3 5